ในบรรดาซีรีส์คาเมนไรเดอร์ยุคแรก ๆ ‘คาเมนไรเดอร์ อาเมซอน’ (Kamen Rider Amazon) ถือเป็นหนึ่งในภาคที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างมากที่สุด ซีรีส์ที่ออกอากาศในปี 1974 นี้ไม่เพียงแต่สร้างความฮือฮาในญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นที่จดจำของผู้ชมไทยที่ได้ชมผ่านทางช่อง 7 สีในอดีตอีกด้วย ด้วยความดิบเถื่อนของตัวละครเอกที่ต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณและพลังสัตว์ป่า ทำให้ ‘อาเมซอน’ มีเสน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน แม้ผ่านมาเกือบ 50 ปี ก็ยังคงมีแฟน ๆ กลับมาดูซ้ำอยู่เสมอ
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวของ ‘คาเมนไรเดอร์ อาเมซอน’ เริ่มต้นขึ้นเมื่อไดสุเกะ ยามาโมโตะ (รับบทโดย โทโอรุ โอคาซากิ) ชายหนุ่มผู้เติบโตในป่าดงดิบแห่งอเมซอน ได้รับพลังจากสร้อยคอโบราณที่เรียกว่า ‘กิกิอาร์มเล็ต’ ซึ่งเป็นอาวุธของเทพเจ้าโบราณ ทำให้เขาสามารถแปลงร่างเป็น ‘คาเมนไรเดอร์ อาเมซอน’ ได้ เมื่อองค์กรชั่วร้าย ‘เกดอน’ ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มปีศาจสัตว์ (Beastmen) เริ่มก่อการร้ายและคุกคามมนุษย์ ไดสุเกะจึงต้องใช้พลังของตนเพื่อปกป้องผู้คนและค้นหาความจริงเกี่ยวกับอดีตของตนเอง ซีรีส์นำเสนอการผจญภัยที่เต็มไปด้วยฉากบู๊ที่ดุเดือดและการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดที่มีดีไซน์สุดแหวกแนว โดยที่เนื้อเรื่องยังคงเน้นย้ำถึงมิตรภาพและความเสียสละแบบคลาสสิกของคาเมนไรเดอร์
งานการแสดงและตัวละคร
โทโอรุ โอคาซากิ ในบทไดสุเกะ ยามาโมโตะ หรือ ‘อาเมซอน’ นั้น ถือเป็นหัวใจของซีรีส์ ด้วยการแสดงที่ถ่ายทอดความดิบและไร้เดียงสาในแบบของคนที่เติบโตในป่า ทำให้ตัวละครมีความเป็นธรรมชาติและน่าเอาใจช่วย ขณะที่อะคิจิ โคบายาชิ ในบทโทเบ ทาจิบานะ อาจารย์ผู้คอยให้คำปรึกษา ก็เพิ่มความอบอุ่นและความน่าเชื่อถือให้กับทีม นอกจากนี้ โยจิ มัตสึดะ และมาริโกะ มัตสึโอกะ ในบทพี่น้องโอคามูระที่คอยช่วยเหลืออาเมซอน ก็เป็นตัวละครสมทบที่ทำให้เรื่องราวมีมิติมากขึ้น แม้การแสดงจะดูโอเวอร์ไปบ้างตามสไตล์ยุค 70 แต่กลับเข้ากันได้ดีกับบรรยากาศของซีรีส์
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
การกำกับของทีมงานผู้สร้างในยุคนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ที่เน้นความรวดเร็วและดุดัน แตกต่างจากคาเมนไรเดอร์ภาคอื่นที่มักใช้ท่าไม้ตายเป็นลูกเตะ แต่อาเมซอนกลับใช้การกัดและฉีกด้วยฟันของชุดที่มีเขี้ยวแหลม ซึ่งสร้างความแปลกใหม่และน่าจดจำ งานภาพแม้จะดูเก่าไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงความคมชัดในแบบฟิล์มที่ให้ฟีลวินเทจ ส่วนเพลงประกอบเปิด ‘Amazon Rider wa Ikiteiru’ และเพลงปิด ‘Amazon Da! Da! Da!’ นั้นสนุกและเข้ากับธีมของซีรีส์ ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
‘คาเมนไรเดอร์ อาเมซอน’ ไม่ใช่แค่ซีรีส์สำหรับเด็กทั่วไป เพราะเนื้อหามีความรุนแรงพอสมควรและมีธีมที่มืดหม่นในบางตอน แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของมัน ในยุคที่ซีรีส์ฮีโร่มักจะขาวสะอาด อาเมซอนกลับเป็นตัวละครที่ดิบและเกรี้ยวกราด การต่อสู้ของเขาไม่ได้สวยงาม แต่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของคาเมนไรเดอร์ที่ไม่ได้มีแค่ ‘ฮีโร่ในอุดมคติ’ เท่านั้น แต่ยังมี ‘ฮีโร่ผู้ดิ้นรน’ อีกด้วย การกลับมาของซีรีส์ในรูปแบบรีเมคในปี 2016 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าความดิบของอาเมซอนยังคงทรงพลังและน่าสนใจในทุกยุคสมัย
สรุป
สำหรับแฟน ๆ คาเมนไรเดอร์ตัวจริง หรือคนที่อยากสัมผัสความดิบและคลาสสิกของซีรีส์ในยุค 70 'คาเมนไรเดอร์ อาเมซอน' เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ห้ามพลาด แม้ภาพและเทคนิคจะเก่าไปบ้าง แต่เนื้อหาและตัวละครยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดให้ดูจนจบ
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +ตัวเอกที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำ
- +ฉากต่อสู้ดุดันและแตกต่างจากคาเมนไรเดอร์ภาคอื่น
- +เพลงประกอบสนุกและเข้ากับบรรยากาศ
- +เนื้อเรื่องเข้มข้น มิตรภาพและการเสียสละชัดเจน
👎 จุดด้อย
- −งานภาพและเทคนิคพิเศษที่เก่าตามกาลเวลา
- −การแสดงบางช่วงอาจดูโอเวอร์เกินไปสำหรับผู้ชมยุคใหม่
- −เนื้อหาค่อนข้างรุนแรงสำหรับเด็กเล็ก
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซีรีส์ต้นฉบับปี 1974 มีทั้งหมด 24 ตอน
อาเมซอนเป็นคาเมนไรเดอร์ที่ดิบและดุดันที่สุดในยุคคลาสสิก โดยเน้นการใช้ฟันและกรงเล็บในการต่อสู้ มากกว่าท่าไม้ตายแบบเตะ
มีรีเมคในปี 2016 ชื่อ Kamen Rider Amazons ซึ่งเป็นซีรีส์ออนไลน์ที่ดาร์กและรุนแรงกว่าเดิม โดยมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับองค์กรโนโซว่า
ในไทยสามารถหาชมได้ทางช่องยูทูบของผู้ถือลิขสิทธิ์ หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่รวบรวมซีรีส์ยุคเก่า เช่น TokuSHOUTsu หรือ Amazon Prime Video (ในบางประเทศ)